รถยังผ่อนไม่หมด รีไฟแนนซ์ได้ไหม

รถยังผ่อนไม่หมด รีไฟแนนซ์ได้ไหม? คำตอบ และเรื่องที่ต้องรู้ก่อนทำ
หลายคนอาจจะกำลังประสบปัญหาสภาพคล่องทางการเงิน หรือต้องการหมุนเงินด่วน แล้วเกิดคำถามขึ้นมาว่า “รถที่ยังผ่อนไม่หมด สามารถนำไปรีไฟแนนซ์ (Refinance) ได้ไหม?”
คำตอบแบบสั้นๆ คือ “ทำได้ครับ” และเป็นวิธีฮิตที่คนมีรถนิยมใช้เพิ่มสภาพคล่องกันด้วย
การรีไฟแนนซ์รถที่ยังผ่อนไม่หมด คืออะไร?
อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ การรีไฟแนนซ์รถยนต์ที่ยังผ่อนอยู่ คือการ “ย้ายค่าย” หรือ “ทำสัญญาใหม่” กับสถาบันการเงิน (อาจจะเป็นธนาคารเดิมหรือธนาคารใหม่) เพื่อนำเงินกู้ก้อนใหม่มา ปิดหนี้กู้ก้อนเก่า ที่เหลืออยู่
ส่วนส่วนต่างที่เหลือหลังจากปิดหนี้ก้อนเก่าแล้ว ก็คือ “เงินสดส่วนต่าง” ที่จะตกมาถึงมือคุณเพื่อนำไปหมุนเวียนใช้นั่นเองครับ
ทำไมคนถึงนิยมรีไฟแนนซ์รถ?
- ได้เงินสดก้อนใหม่มาหมุนเวียน: ส่วนต่างหลังจากนำไปปิดบัญชีเดิม สามารถนำมาใช้จ่ายเสริมสภาพคล่องได้
- ค่างวดต่อเดือนลดลง: ยืดระยะเวลาการผ่อนออกไป ทำให้ภาระผ่อนต่อเดือนเบาลง
- ได้ดอกเบี้ยที่ถูกลง: หากช่วงนั้นสถาบันการเงินมีโปรโมชันดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าสัญญาเดิม
เงื่อนไขสำคัญ! ใครบ้างที่รีไฟแนนซ์ได้?
แม้จะทำได้ แต่ใช่ว่ารถทุกคันหรือทุกคนจะทำได้ทันที โดยทั่วไปสถาบันการเงินจะมีเกณฑ์พิจารณาหลักๆ ดังนี้ครับ:
ผ่อนมาแล้วเกินครึ่งหนึ่งของสัญญา (หรืออย่างน้อย 1–2 ปี): สถาบันการเงินต้องดูว่ายอดหนี้คงเหลือ “ต่ำกว่า” ราคาประเมินปัจจุบันของรถ เพื่อให้มีส่วนต่างมากพอมาปิดหนี้เดิม
ประวัติการชำระเงินดี: ไม่เคยค้างชำระค่างวด หรือมีประวัติเป็นติดล่าช้า (ถ้าติดเครดิตบูโรจะผ่านยากมาก)
สภาพรถยนต์ยังอยู่ในเกณฑ์ดี: อายุรถส่วนใหญ่ต้องไม่เกิน 10–15 ปี (ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละไฟแนนซ์)
มีรายได้ตรวจสอบได้: ผู้กู้ต้องมีเอกสารยืนยันรายได้ที่ชัดเจนเหมือนตอนจัดไฟแนนซ์ครั้งแรก
ข้อควรระวังและค่าใช้จ่ายที่ต้องเจอ
ก่อนจะตัดสินใจพุ่งตัวไปทำสัญญา อยากให้คำนวณ “ความคุ้มค่า” ดีๆ ก่อนครับ เพราะการรีไฟแนนซ์มีต้นทุนเพิ่มเติมดังนี้:
ดอกเบี้ยแบบคงที่ (Flat Rate) ของรถยนต์: การปิดบัญชีรถก่อนกำหนด แม้จะได้ส่วนลดดอกเบี้ยที่เหลือตามกฎหมาย แต่ก็ไม่ได้แปลว่าจะฟรี ดังนั้นต้องคำนวณให้ดีว่าเงินส่วนต่างที่จะได้ คุ้มกับดอกเบี้ยระลอกใหม่หรือไม่
ค่าธรรมเนียมต่างๆ: เช่น ค่าประเมินสภาพรถ, ค่าโอนเล่มทะเบียน, ค่าอากรแสตมป์, และค่าประกันภัยรถยนต์ผืนใหม่ (ถ้ามี)



